กาแฟ (Coffee) ดื่มอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

| |

ในปัจจุบันค่านิยมในการบริโภคของผู้คนในสังคมได้เปลี่ยนแปลงไปมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมืองใหญ่ๆ กาแฟได้กลายเป็นเครื่องดื่มที่ได้รับความนิยมชมชอบเป็นอย่างมากในทุกช่วงวัยทุกกลุ่มและทุกสาขาอาชีพมีตั้งแต่วัยรุ่น กลุ่มนักเรียนนักศึกษาจนถึงวัยทำงานและวัยสูงอายุ นอกจากความชอบ และหลงใหลในรสชาติของกาแฟแล้ว ยังมีปัจจัยอื่นๆ กระตุ้นให้ผู้บริโภคหันมาสนใจดื่มกาแฟกันมากขึ้น ไม่ว่าจะเป็นการโฆษณา การจัดให้มีโปรโมชั่นพิเศษ เพิ่มเมนูใหม่ๆ ให้เข้ากับกระแสนิยมในช่วงตอนนั้นๆ บรรยากาศของร้านกาแฟชวนให้น่าไปนั่งเช็คอินลงโซเชียล กระแสสังคมแบบ Slow life เป็นต้น ซึ่งการดื่มกาแฟมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ถ้าดื่มอย่างเหมาะสมก็จะสามารถหลีกเลี่ยงผลเสียที่มาพร้อมกับการดื่มกาแฟได้

กาแฟ (Coffee) ดื่มอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

มีการศึกษาที่ระบุถึงประโยชน์ของการดื่มกาแฟในปริมาณที่พอเหมาะ พบว่า จะช่วยกระตุ้นให้เกิดความตื่นตัวอยู่เสมอ รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าไม่ง่วงนอนระหว่างวัน และในกาแฟมีคุณสมบัติในการลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคต่างๆ ได้ อาทิเช่นโรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคมะเร็งในลำไส้ใหญ่ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก และโรคอัลไซเมอร์ เป็นต้น

อย่างไรก็ดีการดื่มกาแฟในปริมาณมากเกินไปย่อมจะส่งผลเสียต่อสุขภาพ เนื่องจากในกาแฟมีคาเฟอีนที่มีฤทธิ์กระตุ้นกล้ามเนื้อหัวใจ และเพิ่มอัตราการบีบตัวของหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นเร็ว คนที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจ ไม่ควรดื่มกาแฟเป็นประจำ คาเฟอีนยังมีฤทธิ์ขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กและแคลเซียม ทำให้เกิดภาวะซีดและโรคกระดูกพรุนได้ นอกจากกาแฟแล้วยังมีโทษจากส่วนประกอบที่เติมลงไปในกาแฟ เช่น น้ำตาล ครีมเทียม นมข้นหวาน ไซรัปและนมข้นจืด รวมถึงวิปปิ้งครีมด้วย ซึ่งส่วนประกอบเหล่านี้ ส่งผลต่อสุขภาพคือเป็นตัวการทำให้เกิดโรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูงและโรคไขมันในเลือดสูง เป็นต้น การดื่มกาแฟในปริมาณที่มากจนเกินไป อาจทำให้นอนหลับยาก หรือหลับไม่สนิท

การดื่มกาแฟนั้นมีทั้งคุณและโทษ ให้ทั้งประโยชน์เชิงบวกและลบต่อสุขภาพสำหรับผู้ที่ชื่นชอบและหลงใหลในรสชาติของกาแฟ

วิธีง่ายๆ สำหรับการดื่มกาแฟอย่างไรให้ดีต่อสุขภาพ

  1. ดื่มกาแฟในปริมาณที่เหมาะสมคือ ไม่เกิน 2-3 แก้วต่อวัน (ปริมาณต่อแก้ว 100-150 มิลลิกรัม) อาจใช้น้ำตาลเทียมหรือสารทดแทนความหวานแทนน้ำตาลและน้ำผึ้งได้ ใช้นมไขมันต่ำแทนครีมเทียมหรือนมข้นจืด และควรงดการบริโภควิปปิ้งครีม ที่ใส่มากับกาแฟ ควรดื่มกาแฟร้อน และชงไว้ไม่เกิน10นาทีคุณค่าในกาแฟจะยังคงอยู่
  2. ควรหลีกเลี่ยงการดื่มกาแฟในช่วงหลังบ่ายสามหรือหัวค่ำเนื่องจากคาเฟอีนจะทำให้หลับยาก หรือนอนไม่หลับ
  3. ไม่ควรดื่มกาแฟในขณะท้องว่าง เนื่องจากคาเฟอีนจะไปเร่งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร
  4. ไม่ควรดื่มกาแฟมากกว่าสองแก้วต่อวันเพื่อต้องการให้ตื่นตัวอยู่เสมอสำหรับการทำงานแบบหามรุ่งหามค่ำ และอดนอนติดต่อกันหลายๆ คืน แม้ว่าคาเฟอีนจะช่วยให้ร่างกายตื่นตัว แต่สมองยังต้องการเวลาในการพักผ่อนเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการรับรู้
  5. หากเป็นคอกาแฟตัวจริงและต้องดื่มกาแฟเป็นประจำ ควรรับประทานอาหารที่เป็นแหล่งของแคลเซียมเพิ่มเติม เช่น นม โยเกิร์ต ปลาเล็กปลาน้อย คะน้า บร็อคโคลี เป็นต้น เพื่อทดแทนแคลเซียมที่สูญเสียไปกับปัสสาวะ และลดความเสี่ยงต่อการเกิดโรคกระดูกพรุน
  6. 6.ควร รับประทานผักและผลไม้อย่างเพียงพอทุกวัน เนื่องจากในกระบวนการคั่วเมล็ดกาแฟจะมีอนุมูลอิสระเกิดขึ้น วิตามินอี ซี และเบต้าแคโรทีนในผักผลไม้ เช่น มะเขือเทศ แครอท ผักใบเขียว ฝรั่ง ส้มเขียวหวาน เป็นต้น จะช่วยกำจัดอนุมูลอิสระในร่างกายได้
  7. ดื่มน้ำสะอาดให้มากๆ เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำ จากฤทธิ์ในการขับปัสสาวะของคาเฟอีน

เมื่อทราบอย่างนี้แล้วควรตระหนักว่าที่ เราดื่มกาแฟเพื่อประโยชน์ด้านใด ควรดื่มในปริมาณที่พอดี และทานอาหารที่มีประโยชน์ด้วย หวังว่าคนรักและหลงใหลในรสชาติของกาแฟคงจะมีความสุขในการเลือกบริโภคกาแฟให้เหมาะสม เพื่อประโยชน์สูงสุดต่อสุขภาพ

Previous

Overnight Oatmeal สูตรอาหารเช้าที่ให้พลังงานสูงไขมันต่ำ

“เคล็ดลับดูแลตัวเองในช่วง วัยทอง”

Next

Leave a Comment