ดอกไม้ต้านโรคกับ โสน และ บัว

| |

ดอกบัวต้านโรค

ดอกโสนนั้นเป็นดอกไม้สีเหลืองและอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ หลายคนคงจะคุ้นเคยกับเมนูอาหารแบบไทยๆคนไทยนำดอกโสนมาประกอบอาหารได้หลายเมนู นอกจากอร่อยแล้วยังมีประโยชน์มากอีกด้วย

โสนนั้นเป็นพืชที่จะขึ้นในช่วงปลายฝนต้นหนาว ในตำรายาไทยได้ระบุว่า โสน นั้นมีสรรพคุณในการช่วยปรับธาตุ ปรับสมดุลของธาตุในร่างกายของคนเรา เพราะในช่วงปลายฝนต้นหนาว อากาศมักจะแปรปรวน บางวันอากาศอาจจะเย็น บางวันอาจจะชื้น และ บางวันอากาศก็จะร้อน เพราะฉะนั้นในตัวดอกโสนนั้นจะมีคุณสมบัติช่วยในเรื่องของการ แก้ไข้

คนไทยในสมัยโบราณมักจะนำดอกโสนมาทำเป็น ขนม โดยจะนำดอกโสนมาคลุกกับแป้งและผสมกับมะพร้าว จะเรียกว่าขนมดอกโสน  ทานแล้วจะช่วยให้ความอบอุ่นแก่ร่างกาย จะไม่นิยมทานดอกสด เพราะว่ามีรสฝาด

และเรื่องที่น่าทึ่งของภูมิปัญญาไทยสมัยย่ายายคือ การนำดอกโสน มาปรุงกับน้ำมัน เช่นทอดไข่เจียว ปรุงกับกะทิ หรือ มะพร้าว เพราะดอกโสนมีวิตามินเอสูง เมื่อนำมาปรุงแล้วจะทำให้ร่างกายดูดซึมวิตามินเอได้ดีขึ้น

นอกเหนือจากมีวิตามินเอที่สูงแล้ว ในดอกโสนยังประกอบไปด้วย

-แคลเซียม

-ฟอสฟอรัส

-ธาตุเหล็ก

(ซึ่งการนำดอกโสนไปปรุงเป็นอาหารหรือขนมที่ต้องผ่านความร้อนไม่ได้ทำให้สารเหล่านี้หายไป)

โสนนั้นเป็นพืชที่ขึ้นได้ง่ายโดยไม่ต้องอาศัยยาฆ่าแมลง ดังนั้นการนำดอกโสนมาบริโภคจึงเป็นเรื่องที่ปลอดภัยและได้ประโยชน์จากธรรมชาติอย่างแท้จริงค่ะ

ลำดับต่อมาเป็นเรื่องของ ดอกบัว

ทุกคนคงจะคุ้นเคยกันดีกับดอกบัว เพราะเรานิยมนำมาบูชาพระ แต่ในความเป็นจริงแล้วนั้น บัว มีสรรพคุณทางยาและใช้ประโยชน์ได้แทบทุกส่วนเลยทีเดียวค่ะ

โดยทั่วไป ในประเทศไทยจะมี บัว อยู่ 3 สายพันธุ์

1 .บัวหลวง ที่คนทั่วไปนิยมใช้ไหว้พระ บูชาพระ

2 . บัวสาย ที่เราเก็บสายบัวมาประกอบอาหาร เช่น ต้มกะทิสายบัว

3 . บัวกระด้ง ที่จะมีใบใหญ่มากๆ

อันที่จริงบัวเหล่านี้ไม่ใช่พันธ์ไทย มีการนำเข้ามาเพื่อใช้ตกแต่งในทางด้านความสวยงาม ส่วนบัวที่เราจะใช้ประโยชน์ในทางยามากก็คือ บัวหลวง โดยสามารถใช้ประโยชน์ได้หลายส่วน

“บัวหลวง” ถูกใช้เป็นยามาแต่ยุคโบราณ แต่ในปัจจุบันมีการศึกษาวิจัยและพบว่า ในบัวหลวงนั้นมีสารชนิดหนึ่งที่ชื่อว่า นูซิเฟอริน (Nuciferine) ซึ่งจะเป็นสารที่ออกฤทธิ์คล้ายๆสารกล่อมประสาท เมื่อทานเข้าไปแล้วจะทำให้นอนหลับสบาย เพราะฉะนั้นในภายหลังจึงมีการวิจัยและศึกษาส่วนต่างๆของบัวมากยิ่งขึ้น เช่น

-กลีบบัวตากแห้ง นั้นสามารถนำมาทำเป็นชา ชงดื่มเพื่อช่วยให้ผ่อนคลายนอนหลับสบาย เพราะส่วนของกลีบบัวก็มีสารนูซิเฟอรินอยู่เช่นกัน

-เกสรสีเหลืองที่อยู่ในดอกบัว คือเกสรตัวผู้ สามารถนำมาตากแห้งและทำเป็นชา หรือนำมาเข้ายา เป็นยาหอม เพื่อช่วยปรับสมดุลทางด้านอารมณ์

-ดีบัว ควรใช้ดีบัวหลวงที่บานเต็มที่ มีสรรพคุณในการช่วยขยายหลอดเลือดหัวใจเพราะมีสารอัลคาลอยด์อยู่มาก โดยนำดีบัวไปตากแห้ง หรือบดเป็นผงบรรจุในแคปซูลเพื่อสะดวกต่อการใช้

ถึงแม้สมุนไพรจะมีประโยชน์มาก แต่ควรใช้สมุนไพรที่มาตามฤดูกาลจะปลอดภัยต่อสุขภาพมากกว่า เพราะธรรมชาติได้ออกแบบมาเพื่อความสมดุลและเราควรรักษาสมดุลนั้นไว้ด้วยการเลือกใช้ให้เหมาะสมจะดีที่สุดค่ะ

 

 

Previous

อาหารที่ผู้ป่วยโรคมะเร็งควรเลี่ยง

โรคอาร์เอสแอล อีกหนึ่งตัวการก่อให้เกิดโรคนอนไม่หลับ

Next

Leave a Comment