ทำความรู้จัก โรคไวรัสลงกระเพาะ ฉบับ 2018

| |

โรคไวรัสลงกระเพาะ เป็นโรคติดเชื้อที่พบบ่อยในเด็กเล็ก ๆ และเด็กวัยอนุบาล ซึ่งเกิดจากทางเดินอาหารอักเสบจากเชื้อโรคไวรัสบางสายพันธุ์ที่เข้าไปอยู่ในกระเพาะอาหารแล้วทำให้ลำไส้มีความปั่นป่วน ทำให้เกิดการถ่ายท้อง ร่วมกับคลื่นไส้ อาเจียนได้

ทั้งนี้ หลายคนอาจเข้าผิดว่าโรคไวรัสลงกระเพาะเป็นโรคที่เกิดจากไวรัสหวัดในลำคอ ถูกกลืนลงไปอยู่ในกระเพาะ เพราะไม่เกี่ยวข้องกันแต่อย่างใด เพียงแต่มีอาการบางส่วนคล้ายกัน จึงมีชื่อเช่นนี้ ซึ่งภาษาอังกฤษเรียกโรคไวรัสลงกระเพาะว่า โรค Stomach flu นั่นเอง

โรคไวรัสลงกระเพาะเกิดจากการที่เด็กเล็ก ๆ กินอาหารและน้ำดื่มที่ไม่สะอาด มีการปนเปื้อนเชื้อไวรัสกลุ่มนี้ หรือมีการคลุกคลีกับเสื้อผ้าหรือของใช้ เช่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม ผ้าขนหนู ของคนที่มีเชื้อไวรัสอยู่

ทั้งนี้ ไวรัสชนิดที่ทำให้เป็นโรคไวรัสลงกระเพาะมีหลายชนิดที่พบบ่อย ๆ ได้แก่

  1. โนโรไวรัส (Norovirus) เป็นตัวการที่พบบ่อยที่สุด สำหรับการติดเชื้อในโรงเรียน รวมถึงการติดต่อกันเวลามีกิจกรรมกางเต้นท์ออกค่ายที่ต้องกินนอนร่วมกัน
  2. โรต้าไวรัส (Rotavirus) เป็นเชื้อไวรัสที่โด่งดังเป็นข่าวในระยะหลัง เพราะเป็นชนิดที่ทำให้เด็กเล็ก ๆ ป่วย ติดต่อง่ายในสถานดูแลเด็กเล็กเนิร์สเซอรี่ต่าง ๆ
  3. แอสโตรไวรัส (Astrovirus) เป็นสาเหตุโรคท้องเสียที่พบในเด็กเล็ก ๆ และเด็กทารก แต่อาการจะไม่ค่อยรุนแรง

4.อะดีโนไวรัส (Adenovirus) ทำให้เกิดอาการทั้งระบบการหายใจ การย่อยอาหารและขับถ่าย ซึ่งเด็กในวัย 2 ปีลงไป จะเป็นกันบ่อย และมีอาการรุนแรงมากน้อยตามปริมาณเชื้อที่ได้รับเข้าไป

เชื้อโรคไวรัสเหล่านี้มีระยะการฟักตัวหลังจากการติดเชื้อร่างกาย ราว 3 ชม. ถึง 2 วัน โดยคุณพ่อคุณแม่ สังเกตเห็นได้ง่าย ๆ จากลูกมักเป็นไข้และเข้าห้องน้ำบ่อย ถ่ายเหลวกว่าปกติ มีอาการอาเจียน พะอืดพะอม อาเจียนและบ่นปวดท้องด้วย หากรายที่เป็นมาก จะมีการสูญเสียน้ำจากร่างกาย ทำให้เกิดเด็กเริ่มซึม ปากแห้ง หิวน้ำบ่อย เป็นลมและเสี่ยงต่อการช็อกได้

สำหรับการดูแลโรคไวรัสลงกระเพาะนั้น ไม่จำเป็นต้องใช้ยาฆ่าเชื้ออย่างโรคท้องเสียจากแบคทีเรียอาหารเป็นพิษ เพราะเป็นเชื้อไวรัสที่ต้องดูแลตามอาการแล้วจะค่อย ๆ ทุเลาเอง เช่น ชดเชยเกลือแร่ที่หายไปด้วย ผง ORS และให้จิบบ่อย ๆ เช็ดตัวถ้ามีไข้ ให้กินอาหารอ่อน ๆ โจ๊ก ข้าวต้มและนอนพักผ่อนมาก ๆ

ที่สำคัญ ต้องแยกตัวเด็กที่เป็นโรคไวรัสลงกระเพาะออกจากกลุ่มเพื่อน ๆ หรืองดการไปโรงเรียนจนกว่าลูกจะหาย เพื่อป้องกันไม่ให้ติดเชื้อเพิ่มและเป็นแหล่งแพร่กระจายเชื้อให้คนอื่น ๆ ด้วย ทั้งนี้หากอาการยังไม่ดีขึ้นภายใน 2 วัน ควรรีบพาเด็กไปพบแพทย์เพื่อตรวจรักษาโดยเอียด

ขอบคุณภาพหน้าปกจาก : https://www.freepik.com/index.php?goto=74&idfoto=2523909

Previous

รู้จักสาเหตุของ โรคไอเรื้อรัง เพื่อการดูแลสุขภาพตลอดปี

โรคออทิสติกเทียม โรคฮิตติดจอของเด็กยุค 2018

Next

Leave a Comment