มีจุดแดงและไข้สูง ต้องสงสัย โรคไข้เลือดออก !

| |

โรคไข้เลือดออกเป็นโรคที่อยู่คู่กับประเทศไทยมานาน เนื่องจากอยู่ในเขตภูมิศาสตร์แบบร้อนชื้น ซึ่งทำให้ยุงลายซึ่งเป็นยุงพาหะนำเชื้อไวรัส “เด็งกี่” หรือ Dengue เจริญพันธุ์ได้อย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในระยะหลังที่เข้าสู่ภาวะโลกร้อน สังเกตได้จากมีความแปรปรวนของสภาพอากาศ และเกิดสึนามิบ่อยครั้ง ก็เป็นหนึ่งในปัจจัยแวดล้อมให้โรคไข้เลือดออกระบาดทั่วไป

ซึ่งในทางการแพทย์แล้ว ไวรัสไข้เลือดออกมีถึง 4 สายพันธุ์ คือสายพันธุ์ 1, 2, 3 และ 4 ซึ่งสามารถถ่ายทอดจากคนที่มีเชื้อในร่างกายไปสู่คนอื่น ๆ ได้ จากยุงลายตัวเมียที่กัดดูดเลือดคนเป็นอาหารในช่วงกลางวัน

การป้องกันโรคไข้เลือดออกวิธีที่ง่ายที่สุด คือ การกำจัดแหล่งเพราะพันธุ์ยุงลาย คือจุดที่มีน้ำขังต่าง ๆ โดยเฉพาะในช่วงพฤษภาคมถึงตุลาคมของทุกปี ซึ่งเป็นฤดูฝน หรือช่วงลมมรสุม

ทั้งนี้ หากเกิดการติดเชื้อไข้เลือดออกแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าทุกคนจะมีอาการรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต หากเราสุขภาพแข็งแรง ออกกำลังกายอยู่สม่ำเสมอ รับประทานอาหารที่มีคุณค่าตามหลักโภชนาการ นอนพักผ่อนเพียงพอแล้ว การติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออกหรือเด็งกี่ จะทำให้มีเพียงอาการไข้ สามารถกินยาพาราเซตามอลแล้วก็หายได้เอง เพราะร่างกายมีเม็ดเลือดขาวที่เป็นดั่งทหารปกป้องร่างกาย ทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์

แต่หากยุงลายที่มีเชื้อเด็งกี่ ไปกัดคนที่มีสุขภาพอ่อนแอ เช่น เด็กเล็ก คนสูงอายุ คนที่ทำงานหักโหม นอนน้อย เครียดจัด รับประทานอาหารเดิม ๆ ซ้ำ ๆ ทำให้ขาดสารอาหารที่จำเป็นต่อการเสริมสร้างร่างกาย รวมถึง คนที่มีโรคประจำตัวทางภูมิต้านทาน เช่น โรคภูมิต้านทานต่ำ โรคเอดส์ หรือผู้ติดเชื้อ HIV ผู้ที่ใช้ยารักษาโรคกลุ่มกดภูมิคุ้มกัน เช่น ยาสเตียรอยด์รักษาโรคหอบหืด โรคมะเร็ง

กรณีนี้ จะทำให้ทหาร “เม็ดเลือดขาว” ไม่สามารถกำจัดไวรัสออกจากร่างกายได้ ก็จะทำให้มีอาการแสดง ดังต่อไปนี้

  1. ในระยะ 2 วันแรกหลังถูกยุงที่มีเชื้อไวรัสไข้เลือดออกกัด จะมีไข้สูงมาก ประมาณ 38.5 ถึง 41 องศาเซลเซียส กินยาพาราเซตามอลก็สามารถบรรเทาได้ ซ้ำยังมีอาการหน้าแดง ตาแดง ปวดตามตัวอย่างมาก กระหายน้ำมาก และคลื่นไส้อาเจียนร่วมด้วย
  2. ในช่วงวันที่ 3 – 4 จะเริ่มมีจุดเลือดออกตามผิวหนัง เนื่องจากมีเลือดซึมออกจากเส้นเลือดทั่วตัว ทำให้ปรากฏเป็นจุดแดง ๆ ทั่วไป ซึ่งบางรายอาจอุจจาระมีเลือดดำปนด้วย หากมีอาการแบบนี้ต้องรีบส่งโรงพยาบาลเท่านั้น
  3. เป็นระยะช่วง 3 ถึง 7 วันหลังการติดเชื้อ จะมีอาการซึม มือเท้าเย็น ชีพจรเบา เสี่ยงต่อการช็อคเพราะร่างกายเสียน้ำและเลือดมาก

จะเห็นได้ว่าโรคไข้เลือดออก เป็นโรคที่ทำให้ผู้ป่วยมีความทรมาน และเสี่ยงต่อการเสียชีวิตในคนที่ภูมิคุ้มกันต่ำ การป้องกันด้วยการคว่ำชาม กะละมังเก่า หรือภาชนะที่ขังน้ำได้ จึงเป็นวิธีที่ดีที่สุด สำหรับลดการระบาดของโรคไข้เลือดออก เพื่อความปลอดภัยของสุขภาพทุกคนในสังคม

ขอบคุณภาพหน้าปก : https://www.freepik.com/index.php?goto=74&idfoto=2760157

Previous

สาเหตุของอาการแพ้นม

โรคปัสสาวะบ่อย มีจริงหรือไม่ จะรู้ได้อย่างไรว่ากำลังเป็น?

Next

Leave a Comment