รู้ให้ลึก โรคปวดกล้ามเนื้อ ที่ต้องรักษามากกว่าการทายาแก้ปวด

| |

โรคปวดกล้ามเนื้อ เป็นกลุ่มอาการอักเสบที่กล้ามเนื้อ พังผืดและเอ็นทั่วร่างกายที่พบบ่อยในเพศชาย โดยเฉพาะวัยทำงานที่มักมีการใช้กล้ามเนื้อมากกว่าวัยอื่น ๆ รวมถึงกลุ่มนักกีฬาหรือผู้ที่ออกกำลังกายหนักหักโหมก็เสี่ยงต่อโรคนี้ได้

ทั้งนี้กล้ามเนื้อที่เรารู้สึกปวดเหล่านี้ เรียกว่าเป็น “กล้ามเนื้อลาย” ที่มีจำนวนเกือบ 700 มัด ซึ่งต้องทำงานยืดหดตัวสำหรับการทำกิจวัตรต่าง ๆ ตลอดเวลา ซึ่งพบว่าคน 3 ใน 10 คน มีอาการปวดกล้ามเนื้อเป็นประจำ ซึ่งหากเกิน 3 วันติดกันขึ้นไป ก็เข้าข่ายเป็นโรคปวดกล้ามเนื้อ ที่ควรปรึกษาแพทย์

ซึ่งโรคปวดกล้ามเนื้อ สามารถแบ่งตามสาเหตุและบริเวณที่อักเสบได้หลายชนิด แต่ที่พบมากในคนไทยคือ กลุ่มอาการเอ็มพีเอส (Myofascial Pain Syndrome; MPS) ซึ่งเป็นกลุ่มโรคปวดกล้ามเนื้อและพังผืดในวัยทำงาน

ส่วนโรคทางกล้ามเนื้ออื่น ๆ เช่น โรคไฟโบรมัยอัลเจีย (Fibromyalgia) โรคพีเอ็มอาร์ (Polymyalgia Rheumatic; PMR) และโรคกล้ามเนื้ออ่อนแรง (Muscle weakness) ก็พบได้มากขึ้นเช่นกัน

ในด้านอาการปวด จะมีตั้งแต่ปวดเล็กน้อยแต่รบกวนการทำกิจวัตร จนถึงขั้นปวดมากจนไม่สามารถขยับแขนขาหรือกล้ามเนื้อมัดนั้นได้ ปวดแบบเสียวแปลบ ๆ ปวดล้า ปวดตื้อ ปวดร้าวและลามไปกล้ามเนื้อใกล้เคียง ก็พบได้เช่นกัน

การทำงานหนัก โดยเฉพาะการยกสิ่งของหนัก เช่น พนักงานยกของ ยกถังน้ำ เป็นการใช้กล้ามเนื้อมัดเดิม ๆ ซ้ำ ๆ หรือ ทำงานในออฟฟิส พิมพ์งานในท่าทางเดิม ๆ การเล่นกีฬาที่หักโหม จะทำให้สรีระร่างกายอยู่ในท่าทางที่กล้ามเนื้อมีการเกร็ง ไม่สามารถยืดคลายได้เต็มที่

ทั้งยังทำให้เกิดการสะสมของสารแลคติก หรือของเสียอื่นๆ ในกล้ามเนื้อ ทำให้เกิดภาวะขาดออกซิเจนในการสลายของเสียภายในระดับเซลล์ที่กล้ามเนื้อมัดนั้น ๆ  จึงทำให้ปวดตามมา นอกจากนี้ ยังพบว่าโรคปวดกล้ามเนื้อยังมีความเกี่ยวข้องกับอารมณ์ ความเครียด อาการนอนไม่หลับ ระบบภูมิคุ้มกัน หรือเกิดภายหลังติดเชื้อไวรัสและแบคทีเรียบางชนิดได้

ในการรักษาโรคกล้ามเนื้ออักเสบ ต้องใส่ใจที่สาเหตุ หากแพทย์วินัจฉัยแล้วพบว่าไม่เกี่ยวข้องกับการติดเชื้อหรือการเป็นโรคทางภูมิคุ้มกัน ก็มักเกิดสรีระท่าทางที่ไม่เหมาะสมในการทำกิจวัตร เช่น โค้งตัวยกของ นั่งโต๊ะเก้าอี้ที่มีระดับองศาไม่เหมาะสม เป็นต้น

หากพบว่ามีอาการปวดกล้ามเนื้อต่อเนื่องนานเกินกว่า 3 วัน หรือใช้ยาทาแก้ปวดแล้วไม่ดีขึ้น ควรใช้วิธีการประคบร้อนเย็นควบคู่และทำการยืดคลายกล้ามเนื้อเป็นระยะ หลังการทำงานทุก ๆ 30 นาทีหรือ 1 ชม. เสริมด้วยการว่ายน้ำหรือเล่นโยคะ เสริมความยืดหยุ่นกล้ามเนื้อก็จะทุเลาอาการได้ดียิ่งขึ้น ทั้งนี้สามารถปรึกษาแพทย์และเภสัชกรเพื่อการใช้ยากลุ่มแก้ปวดอักเสบและยาแก้ปวดพาราเซตามอลได้ชั่วคราว เพราะการใช้ยาแก้ปวดรับประทานเป็นประจำจะส่งผลเสียต่อตับและไตได้

ขอบคุณภาพหน้าปกจาก : https://www.freepik.com/index.php?goto=74&idfoto=1602563

Previous

โรคจิต โรคประสาท ปัญหาทางใจ ส่งผลร้ายต่อโรคนอนไม่หลับ

รู้ไหม โรคไทรอยด์ มีทั้งแบบฮอร์โมนสูงและต่ำ!

Next

Leave a Comment