โรคธาลัสซีเมีย ต้องทำอย่างไรไม่ให้เลือดจาง

| |

ปัจจุบัน พบว่าประเทศไทยมีเด็กเกิดใหม่ 12 คนจาก 1,000 คน ที่เป็นโรคธาลัสซีเมีย นับว่าเป็นสัดส่วนที่สูง ซึ่งโรคธาลัสซีเมียเป็นหนึ่งในโรคทางพันธุกรรมที่เกิดความผิดปกติกับระบบเลือด ถ่ายทอดผ่านทางยีนจากรุ่นปู่ย่าตายายสู่รุ่นลูกหลาน   ทางการแพทย์พบว่าโรคธาลัสซีเมียสามารถแบ่งได้เป็นหลายชนิดย่อยตามตำแหน่งของยีนที่ผิดปกติ  ทำให้เกิดลักษณะอาการความรุนแรงที่แตกต่างกันได้

โรคธาลัสซีเมียมีทั้งชนิดแสดงอาการเต็มรูปแบบและแบบที่เป็นพาหะหรือมียีนแฝงของโรคธาลัสซีเมีย ซึ่งกรณีหลัง หากแต่งงานมีบุตรกับผู้ที่มียีนโรคธาลัสซีเมียแบบพาหะเช่นกัน ก็มีโอกาสที่เด็กที่เกิดมาเป็นโรคธาลัสซีเมียเต็มรูปแบบได้

ทั้งนี้ ภายในร่างกายของผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียจะมีกลไกที่ทำให้เม็ดเลือดแดงถูกทำลายเร็วกว่าปกติ (โดยปกติ เม็ดเลือดที่สร้างจากไขกระดูกจะอายุราว 90 วัน หรือ 3 เดือน) แล้วทำให้เกิดภาวะธาตุเหล็กสูงเกินจากเม็ดเลือดแดงที่แตกทำลาย ซึ่งทำให้เป็นผลเสียหรือโรคแทรกซ้อนอื่น ๆ ตามมา เช่น ทำให้ผิวเป็นสีเหลือง ตับแข็ง เป็นเบาหวาน กล้ามเนื้อหัวใจอักเสบ ฯลฯ

นอกจากนี้ การที่อายุเม็ดเลือดแดงสั้น คุณภาพเม็ดเลือดแดงต่ำ จะทำให้ร่างกายขาดออกซิเจนไปหล่อเลี้ยงตามอวัยวะ โดยเฉพาะที่สำคัญ คือ หัวใจ ปอดและสมอง

ลักษณะที่เห็นได้ง่ายสำหรับอาการของโรคธาลัสซีเมีย  คือ ผู้ป่วยมักมีลักษณะใบหน้าเฉพาะเป็นทรงเหลี่ยม ดั้งจมูกยุบลงไป โหนกแก้มสูงชัด กระดูกขากรรไกรและคางแลดูกว้างกว่าปกติ

ส่วนด้านสุขภาพนั้น จะมีความอ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ผิวเหลือง-คล้ำ ตาขาวสีออกเหลือง ตับ และม้ามโตกว่าปกติ ปัสสาวะที่ขับถ่ายออกมามักสีเหลืองเข้ม รูปร่างเล็กเพราะร่างกายไม่สมบูรณ์เติบโตช้าและเจ็บป่วยติดเชื้อง่าย

การรักษาโรคโรคธาลัสซีเมีย จำเป็นต้องเข้าก่อนว่าเป็นโรคจากพันธุกรรม จึงต้องให้แพทย์เป็นผู้ตรวจและวินิจแยกแยะว่าเป็นโรคธาลัสซีเมียชนิดใด และความรุนแรงมากน้อยแค่ไหน จึงจะเลือกวิธีรักษาที่ถูกต้องเหมาะสมได้

ทั้งนี้ ไม่ควรหาซื้อยาบำรุงเลือดจำพวกธาตุเหล็กรับประทานเองอย่างคนทั่วไป และควรหลีกเลี่ยงอาหารจากเลือดหมู-เป็ด-ไก่ด้วย (มีธาตุเหล็กสูง) เพราะในร่างกายของผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมียมีธาตุเหล็กมากเพียงพออยู่แล้ว

การเสริมคุณภาพเม็ดเลือด ลดปัญหาเลือดจางในผู้ป่วยโรคธาลัสซีเมีย หากเป็นไม่มาก แพทย์จะให้ยาโฟลิคเม็ด (Folic)  แต่หากเป็นระดับรุนแรง แพทย์จำเป็นต้องทำการให้เลือดแก่ผู้ป่วย โดยมีวัตถุประสงค์ คือ เพิ่มระดับฮีโมโกลบิน ซึ่งมีหน้าที่จับออกซิเจน ทำให้อวัยวะต่าง ๆ ทำงานได้ปกติ และลดอาการเหนื่อยเพลียง่ายอย่างเห็นได้ชัด ซึ่งหากเป็นโรคโรคธาลัสซีเมียชนิดรุนแรง (เลือดจางมาก) ก็จำเป็นต้องให้เลือดทุก ๆ  1 เดือน ไปตลอดชีวิตด้วย

ขอบคุณภาพหน้าปกจาก : https://www.freepik.com/index.php?goto=74&idfoto=886056

Previous

สัญญาณของ โรคตากุ้งยิง ที่วัยทำงานก็เป็นได้

โรคคอมพิวเตอร์วิชั่นซินโดรม..โรคยุคใหม่ชาวไอที

Next

Leave a Comment