โรคมะเร็งปากมดลูก ป้องกันได้ไหม ในปี 2018

| |

โรคมะเร็งปากมดลูก เป็นมะเร็งที่พบเป็นอันดับต้น ๆ ของผู้หญิง ซึ่งหากปล่อยให้ลุกลามเข้าสู่ระยะที่ 3 – 4 จะมีโอกาสเสียชีวิตสูง (มะเร็งมี 4 ระยะ) จึงจำเป็นที่เราควรทราบวิธีการสังเกตอาการแสดงของมะเร็งปากมดลูก เพื่อการรักษาตั้งแต่เนิ่น ๆ

ในระยะแรก สังเกตได้จากการมีเลือดออกจากช่องคลอด (ซึ่งไม่ใช่เลือดประจำเดือน) มีเลือดออกหลังมีความสัมพันธ์ทางเพศ รวมถึงมีเลือดออกจากช่องคลอดในสตรีวัยทอง นอกจากนี้ยังมักมีตกขาวกลิ่นเหม็นคล้ายหนองออกมาจากช่องคลอดด้วย

หากมะเร็งปากมดลูก ลุกลามมากขึ้น จะทำให้รู้สึกเพลีย ปวดหลัง-ขา เมื่อกดขาจะเห็นชัดว่าเนื้อบุ๋มลงไป (ขาบวม) เนื่องจากก้อนมะเร็งได้กดทับการไหลเวียนเลือดและน้ำเหลืองด้วย นอกจากนี้ยังมีเลือดออกกับการขับถ่ายอุจจาระและปัสสาวะ ซึ่งแสดงถึงการเป็นมะเร็งปากมดลูกระยะท้าย ๆ ที่ได้ลุกลามไปลำไส้ใหญ่และกระเพาะปัสสาวะแล้ว

สาเหตุที่สำคัญของโรคมะเร็งปากมดลูก คือ เชื้อไวรัส HPV    ซึ่งติดต่อทางเพศสัมพันธ์ ซึ่งแท้จริงแล้วมีมากกว่า 150 สายพันธุ์ย่อย แต่ชนิดที่พบสถิติทำให้เป็นโรคมะเร็งปากมดลูกบ่อย คือ สายพันธุ์ HPV 16 และ HPV 18

ซึ่งมีการวิจัยพบว่า หากเชื้อ HPV ติดในคนที่ภูมิต้านทานแข็งแรง สุขภาพดี ก็จะไม่เกิดเป็นมะเร็ง เพราะร่างกายมีเม็ดเลือดขาวมากำจัดได้หมดใน 2 ปี แต่หากเกิดการติดเชื้อ HPV ในกลุ่มคนที่ภูมิต้านทานต่ำ เช่น เป็น HIV หรือ AIDS หรือใช้ยากดภูมิ เช่น เป็นมะเร็งอยู่ก่อนแล้ว ใช้ยาสเตียรอยด์รักษาโรคทางภูมิแพ้ เป็นต้น

รวมถึงการมีพฤติกรรมสูบบุหรี่จัด การมีคู่นอนหลายคน หรือ การเคยมีประวัติเป็นโรคทางเพศสัมพันธ์ เช่น หนองใน ฯลฯ คนกลุ่มนี้จะเสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกมากกว่าผู้หญิงทั่วไปหลายเท่า

สำหรับการรักษามะเร็งปากมดลูก จำเป็นต้องให้แพทย์เป็นผู้พิจารณาตามระยะความรุนแรงของโรคมะเร็งและความแข็งแรงของผู้ป่วย เนื่องจากการรักษาในปัจจุบันมีทั้งทำคีโม ฉายแสง และการผ่าตัด ซึ่งมีทั้งข้อดีและข้อด้อยแตกต่างกัน

ซึ่งภายหลังการรักษาด้วยวิธีทางการแพทย์ ผู้ป่วยก็ยังต้องกลับไปพักฟื้นและดูแลอาการข้างเคียง เช่น อ่อนเพลีย เป็นไข้ ติดเชื้อง่าย เป็นแผลหายช้า ฯลฯ ซึ่งอาจส่งผลต่อสภาพจิตใจและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยได้

อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบัน มีวัคซีนสำหรับฉีดป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกอยู่ 3 ชนิด คือ

  1. เซอร์วาริก (Cervarix)
  2. การ์ดาซิล (Gardasil)
  3. การ์ดาซิล-9 (Gardasil-9)

ซึ่งมีสูตรในการกำจัดเชื้อ HPV แตกต่างสายพันธุ์กัน ที่สำคัญคือ วัคซีนที่มีจะช่วยลดเปอร์เซ็นต์การเป็นโรคมะเร็งปากมดลูกได้ดีที่สุด หากยังไม่เคยได้รับเชื้อ หรือ เรียกกว่า ก่อนการมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกนั่นเอง จึงแนะนำให้ฉีดให้เด็กหญิงในช่วงอายุ 9-12 ปี ส่วนเด็กชายก็ให้ฉีดได้เพื่อป้องกันโรคหูดหงอนไก่ ซึ่งเกิดจากเชื้อ HPV เช่นเดียวกัน ส่วนผู้หญิงที่อายุราว ๆ 25 – 30 ปี ก็ยังฉีดได้ แต่จะมีประสิทธิภาพในการป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกได้น้อยลง

ขอบคุณภาพหน้าปกจาก : https://www.freepik.com/index.php?goto=74&idfoto=913179

Previous

โรคประจำเดือนขาด .. ไม่ใช่ตั้งครรภ์ เกิดจากอะไร

ทางเลือกในการรักษา โรคมะเร็งเต้านม สำหรับผู้หญิงยุค 2018

Next

Leave a Comment