โรคมะเร็งรังไข่ ทำไมมักเจอเมื่อสาย!

| |

โรคมะเร็งในรังไข่ เป็นมะเร็งของเพศหญิงที่มักไม่มีอาการแสดงที่ชี้ชัดในช่วงแรก จึงทำให้ผู้หญิงส่วนใหญ่ละเลยการสังเกตและตรวจร่างกายโดยละเอียด จึงทำให้ กว่าจะพบว่าเป็นมะเร็งในรังไข่ ก็มัก “สายเสียแล้ว” จึงทำให้เปอร์เซ็นต์การเสียชีวิตค่อนข้างสูง

รังไข่ หรือ Ovary เป็นอวัยวะสำคัญในระบบสืบพันธุ์ของผู้หญิง ที่มีขนาดเพียง 2 ซม. อยู่สองข้างซ้ายขวาของมดลูก มีหน้าที่เฉพาะ คือการสร้างไข่เพื่อผสมกับอสุจิ ให้กลายเป็นตัวอ่อน ซึ่งจะฝังตัวในมดลูกนาน 9 เดือน จนกว่าจะถึงกำหนดคลอด (แต่หากตกไข่ออกมา แล้วไม่ได้ผสมกับอสุจิในเพศชายภายใน 24 ชม. จะเกิดการหลุดลอกของเยื่อบุภายในมดลูกกลายเป็นประจำเดือนออกมา)

ทั้งนี้ มีการเก็บสถิติว่าอาการช่วงแรก ๆ ของโรคมะเร็งรังไข่ จะเป็นอาการคล้ายผู้ป่วยด้วยโรคกระเพาะอาหารหรือลำไส้อักเสบ ได้แก่ คลื่นไส้ เบื่ออาหาร ท้องอืด อิ่มไว ตามด้วยอาการทางระบบปัสสาวะ เช่น ปัสสาวะบ่อย กลั้นปัสสาวะไม่ได้

หลังจากนั้นจะเป็นอาการปวดช่วงล่าง เจ็บเมื่อมีความสัมพันธ์ทางเพศ ปวดท้องเมื่อมีรอบเดือน มีเลือดออกจากช่องคลอดแบบกะปริบกะปรอย ก่อนที่จะมีอาการที่แสดงถึงการลามไปอวัยวะอื่น ๆ เช่น ไปที่ตับ ทำให้ตัวเหลือง ดีซ่าน เหนื่อยหอบง่าย แน่นที่หน้าอก และทำให้เสียชีวิตในที่สุด

ทั้งนี้ ผู้หญิงที่มีความเสี่ยงเป็นโรคมะเร็งรังไข่สูง ได้แก่

– คนที่มีญาติเป็นโรคมะเร็งรังไข่ มะเร็งเต้านม มะเร็งลำไส้

– การมีประจำเดือนไวก่อนอายุ 12 ปี

– เข้าสู่ระยะวัยทองช้า (ประจำเดือนครั้งสุดท้าย เมื่ออายุเกิน 55 ปี)

– ผู้หญิงที่เคยมีปัญหามีบุตรยากและเคยมีประวัติใช้ยากระตุ้น ovulation (กระตุ้นให้ไข่ตก)

– สตรีวัยทองที่ใช้ฮอร์โมนทดแทน หรือ Hormone Replacement therapy มานานกว่า 5 ปีขึ้นไป

สำหรับการรักษาโรคมะเร็งรังไข่นั้น ทางการแพทย์ในปัจจุบัน นิยมใช้การผ่าตัดเอาออกหมด ทั้งรังไข่สองข้าง ตัวมดลูก (ที่ฝังตัวอ่อนและเป็นที่อยู่ของทารกขณะตั้งครรภ์) และนำท่อนำไข่ออกทั้งสองข้าง

หลังจากนั้นจึงทำคีโม (ยาเคมีบำบัด) ร่วมกับการรักษาแบบให้ยาที่จำเพาะต่อเซลล์มะเร็งที่รังไข่ หรือที่เรียกว่า Targeted therapy เช่น ยาอวาสติน (Avastom) กรณีที่มะเร็งรังไข่ลุกลามแล้ว แต่หากเซลล์มะเร็งได้ลุกลามไปที่กระดูก ก็จะต้องใช้วิธีฉายแสงเข้าช่วยเพิ่มเติม

จะเห็นได้ว่า โรคมะเร็งรังไข่มีความน่ากลัวซ่อนไว้มากกว่าที่คิด การคัดกรองเฉพาะของโรคมะเร็งรังไข่ยังไม่มีอย่างมะเร็งปากมดลูกที่ทำ PAP smear ได้

จึงแนะนำให้ผู้หญิงตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป ทุกคนพบแพทย์เพื่อ check-up ตรวจภายในทุก 1 ปี และพบแพทย์เพื่อตรวจร่างกายเพิ่มเติมหากมีความผิดปกติ เช่น มีเลือดออกจากช่องคลอด มีเลือดปนกับการขับถ่าย เป็นต้น

ขอบคุณภาพหน้าปกจาก : https://pixabay.com/en/uterus-apparatus-ovaries-uterus-uterus-u-1089344/

Previous

ทางเลือกในการรักษา โรคมะเร็งเต้านม สำหรับผู้หญิงยุค 2018

โรคปวดประจำเดือน มาทุก ๆ เดือน จะทำอย่างไรดี

Next

Leave a Comment