โรคเริม เป็นได้ทั้งที่ปากและอวัยวะเพศ จริงหรือ

| |

          โรคเริมเป็นโรคติดเชื้อไวรัส Herpes simplex ที่พบได้มากในวัยทำงาน ทั้งหญิงและชาย ที่มักมีความเครียดจากการทำงานสูงประกอบกับนอนพักผ่อนไม่เพียงพอ จึงทำให้ร่างกายอ่อนแอและติดเชื้อโรคง่าย สามารถมีอาการแสดงของเริมได้ทั้งที่ปากและที่อวัยวะเพศ ทั้งยังเกิดการติดเชื้อซ้ำ ๆ ได้บ่อย เมื่อมีความเครียดหรือภูมิคุ้มกันต่ำอีก

โดยโรคเริม แบ่งได้เป็น 2 ชนิดตามตำแหน่งที่เป็น คือ

  1. โรคเริมที่ปาก เกิดจากเชื้อ Herpes ชนิด HSV1 ซึ่งไม่ได้จากการมีเพศสัมพันธ์ แต่เกิดจากการใช้ภาชนะกินดื่มแก้วช้อนเดียวกัน เพราะเชื้อนี้จะอยู่ในน้ำลาย จึงต้องเลี่ยงการใช้ภาชนะเหล่านี้ร่วมกับผู้อื่น รวมถึงการหมั่นล้างมือเพื่อลดโอกาสสัมผัสกับเชื้อนี้
  2. โรคเริมที่อวัยวะเพศ เกิดจากติดเชื้อเฮอร์ปี ชนิด HSV2 จากเพศสัมพันธ์โดยตรง ทั้งทางช่องคลอดและทางทวารหนัก เนื่องจากเชื้อ HSV2 จะแทรกตัวตามเส้นประสาท ทำให้ลามไปติดที่อื่น ๆ ปรากฏเป็นผื่นวงกว้างขึ้น ทั้งยังติดจากแม่ไปสู่ลูกในท้อง และยังทำให้ผู้ชายเป็นเริมได้ทั้งที่ลูกอัณฑะและที่ก้น เช่นกัน

สำหรับอาการของโรคเริมที่ปาก มักมีอาการแสดงออกใน 2 วันขึ้นไปหรืออาจมีระยะฟักตัวถึง 3 สัปดาห์ก็เป็นได้ มักมีอาการเป็นตุ่มน้ำแตกเป็นแผลเล็กน้อยที่ผิวริมฝีปาก รวมถึงเป็นแผลภายในช่องปาก เช่น ที่เหงือก บนลิ้น ด้วย

ส่วนโรคเริมที่อวัยวะเพศ มักมีตุ่มน้ำใสเกิดภายใน 2 วันหลังติดเชื้อ ทำให้เกิดแผลคล้ายเป็นโรคร้อนใน แต่เกิดที่อวัยวะเพศ ทำให้เจ็บแสบเวลาปัสสาวะ ทั้งทำให้เกิดหนอง เป็นไข้ ต่อมน้ำเหลืองบวมโตที่บริเวณขาหนีบ ซึ่งหากปล่อยไว้ไม่รีบรักษาจะเกิดการติดเชื้อโรคแบคทีเรียแทรกซ้อน เกิดเป็นแผลติดเชื้อขั้นลุกลาม ที่รักษาได้ยาก

นอกจากนี้ การติดเชื้อเริมที่อวัยวะเพศซ้ำ ๆ รอบหลัง ก็มักจะเป็นอาการบริเวณตำแหน่งเดิม ๆ เนื่องจากเชื้อโรคเฮอร์ปีจะแทรกตัวตามเส้นประสาทบริเวณเดิม ทำให้ปรากฏเป็นตุ่มน้ำเล็ก ๆ แสบคันขึ้นภายใน 3 วัน และจะตกสะเก็ดใน 1 สัปดาห์ต่อมา

ในการรักษาโรคเริม จำเป็นต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกร เนื่องจากตำแหน่งที่เป็นไม่ว่าปากหรืออวัยวะเพศ รวมถึงระยะที่เป็น การเป็นครั้งแรกหรือเป็นซ้ำ ล้วนใช้ยาที่ต่างกัน

ทั้งนี้ แนะนำให้รีบใช้ยาตั้งแต่เริ่มสังเกตตัวเองว่ามีอาการไข้ ร่วมกับปวดแสบปวดร้อน โดยไม่ต้องรอให้เป็นตุ่มน้ำ ซึ่งผู้ที่เคยมีประสบการณ์เป็นเริมมาแล้วจะรู้ได้ด้วยตัวเองและมักใช้ยาได้เร็วขึ้นกว่าครั้งแรก ๆ

อย่างไรก็ตาม การที่ปัจจุบันเรายังไม่มีการผลิตวัคซีนเพื่อป้องกันโรคเริม วิธีป้องกันโรคเริมที่ดีที่สุดคือการดูแลสุขอนามัยและใช้ถุงยางอนามัยเมื่อมีเพศสัมพันธ์ทุกครั้ง

ขอบคุณภาพหน้าปกจาก : https://www.freepik.com/index.php?goto=74&idfoto=2480539

Previous

อันตราย! โรคมดลูกอักเสบ ปล่อยลุกลามอาจเป็นหมันไปตลอดชีวิต

ไขข้อข้องใจ.. โรคหนองใน ทำไมเป็นทั้งผู้ชาย-ผู้หญิง

Next

Leave a Comment