ไขมันทรานส์ เมื่อไขมันตัวร้ายต้องปะทะกับไขมันตัวดี

| |

ในรอบ 4-5 ปีทีผ่านมาคนทั่วโลกต่างได้รับข้อมูลและรับรู้ถึงอันตรายจากไขมันทรานส์ หรือ เนยเทียม มาการีนมากขึ้นโดยเฉพาะในยุคที่ผู้คนได้รับรู้ข่าวสารอย่างทั่วถึง และรวดเร็วผ่านทาง Social media ทำให้ข้อมูลงานวิจัยอันสำคัญนี้ถูกส่งต่อแพร่กระจายไปอย่างรวดเร็ว และส่งผลให้ประเทศสหรัฐอเมริกาที่เป็นมหาอำนาจต้องกำหนดนโยบายใหม่เพื่อแก้ไขในสิ่งที่ผิดพลาดที่ก่อให้เกิดโรคในหลายทศวรรษทีผ่านมา ซึ่ง ไขมันทรานส์ (Trans fat) พบมากใน เนยเทียม มาการีน พวกขนมปังเบเกอรี่ต่างๆ ครีมเทียม และขนมหวานประเภทต่างๆ

จากข้อมูลในนิตยสารไทม์เมื่อปี 2557 ได้เผยแพร่เรื่องที่มีการยอมรับว่าไขมันอิ่มตัวไม่ได้เป็นต่อโรคหลอดเลือดอีกต่อไป รวมถึงยังเชิญชวนให้ทานเนย และวิเคราะห์ถึงสาเหตุที่ผิดพลาดครั้งใหญ่ในทางวิทยาศาสตร์ในรอบกว่าครึ่งศตวรรษที่ผ่านมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากงานวิจัยจำนวนมากพบว่าอันที่จริงนั้นคอเลสเตอรอลไม่ได้เป็นปัญหากับโรคหลอดเลือด และหัวใจแต่อย่างใด อีกทั้งยังกล่าวว่า แท้ที่จริงแล้วโรคหลอดเลือดหัวใจนั้น เกิดจากไขมันทรานส์ หรือเนยเทียมที่ใช้กันมาอย่างยาวนานสำหรับอุตสาหกรรมอาหาร คอเลสเตอรอลที่เข้าใจว่าเป็นผู้ร้ายมากว่าครึ่งศตวรรษกลับมาเป็นพระเอก ส่วนไขมันทรานส์ (Trans fat) หรือเนยเทียมที่ทำมาจากไขมันพืชที่ไม่อิ่มตัวที่เคยเข้าใจกันว่าเป็นไขมันตัวดี เป็นพระเอกมานานกว่าครึ่งศตวรรษกลับกลายมาเป็นผู้ร้ายในวันนี้ มีงานวิจัยจาก มหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด พบว่าคนที่กินไขมันทรานส์ เป็นโรคหลอดเลือดหัวใจเพิ่มมากขึ้นถึง 93 %

ไขมันทรานส์ ➡ไขมันตัวร้ายต้องปะทะกับไขมันตัวดี

หากเปรียบไขมันทรานส์ (Trans fat) คือผู้ร้ายเป็นไขมันตัวร้าย ฉะนั้นไขมันตัวดีที่เป็นพระเอกก็คือ กรดไขมันโอเมก้า 3-6-9 (omega3-6-9)

Omega-3 (โอเมก้า3)

มีคุณสมบัติช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคหัวใจ และหลอดเลือด อีกทั้งยังช่วยเพิ่มการเผาผลาญของเซลล์ไขมันในร่างกาย โดยเฉพาะในบริเวณหน้าท้อง ซึ่งจะพบมากในปลาทะเลน้ำลึกอย่างปลาแซลมอน ปลาทูน่า ปลาแมกเคอเรล ปลาซาร์ดีน ปลาเฮร์ริ่ง ปลาในอ่าวไทยอาทิเช่น ปลาทู ปลากะพงขาว ส่วนในปลาน้ำจืดจะพบในปลาช่อน ปลาจาระเม็ดขาว เป็นต้น และยังพบได้ในเมล็ดธัญพืชบางชนิดเช่น คีนัว(Quinoa) แฟล็กซีด (Flaxseed) เมล็ดเจี่ย(chia seeds) งา (Sesame) เป็นต้น

salmon

Omega -6 (โอเมก้า6)

ช่วยรักษาความชุ่มชื้นของผิวพรรณช่วยลดปัญหาผิวแห้งแตกลายและเป็นขุย อีกทั้งยังช่วยให้เลือดแข็งตัวง่ายขึ้น ซึ่งจะตรงกันข้ามกับโอเมก้า3 ที่จะช่วยทำให้เลือดไหลเวียนดี เพราะเหตุผลนี้ร่างกายจึงต้องการไขมันทั้งสองชนิด แต่ต้องทานให้ได้สมดุล โดยปริมาณทีแนะคือ โอเมก้า6 ต่อ โอเมก้า3 ในสัดส่วน 4:1 โดยจะพบมากในน้ำมันสกัดจากเมล็ดธัญพืช เช่น น้ำมันถั่วเหลือง น้ำมันดอกทานตะวัน มักจะมีอยู่ในอาหารที่เราทานอยู่แล้ว เราจึงไม่ค่อยขาดโอเมก้า6 ส่วนใหญ่ทานเกินความจำเป็นด้วยซ้ำ

โทษของโอเมก้า6

ถ้าบริโภคมากเกินไปจะส่งผลให้เกิดภาวะอักเสบเรื้อรังได้

โอเมก้า 9

พบมากในน้ำมันมะกอก อาโวคาโด และถั่วประเภทต่างๆ เช่นเม็ดมะม่วงหิมพานต์ อัลมอนด์ฯลฯ

สำหรับในประเทศไทยในเร็วๆนี้กำลังจะมีเรื่องราวดีๆเกิดขึ้น เนื่องจากทางกระทรวงสาธารณสุขได้ออกมาประกาศ เรื่อง ห้ามผลิต ห้ามจำหน่าย และห้ามใช้ไขมันทรานส์ โดยจะเริ่มในเดือนธันวาคมที่จะถึงในในไม่ช้า แต่ในช่วงนี้ยังไม่ค่อยปลอดภัยขอให้ทุกคนใส่ใจดูแลสุขภาพและหลีกเลี่ยงผลิตภัณฑ์ที่มีไขมันตัวร้ายอย่าง ทรานส์ เป็นส่วนประกอบไปก่อนนะคะ

Previous

ประโยชน์ทั้ง 8 ประการของชาใบหม่อน

นอนดึกอย่างไรให้สุขภาพดี

Next

Leave a Comment