4 กลุ่มยาแก้ปวดไมเกรนที่คนปวดไมเกรนบ่อยต้องรู้ !

| | ,

เมื่อเกิดอาการปวดหัวไมเกรน การทานยาทันทีหลังเกิดอาการปวดจะช่วยให้บรรเทาอาการลงได้ แต่ยาแก้ปวดมีหลายชนิด แต่ละชนิดก็มีข้อบ่งใช้ที่แตกต่างกัน ดังนั้นเพื่อการใช้ยาที่ถูกต้อง วันนี้เราจึงจะพาคุณไปทำความรู้จักกับยาแก้ปวดไมเกรนแต่ละชนิดกัน

4 กลุ่มยาแก้ปวดไมเกรน

ที่คนปวดไมเกรนบ่อยต้องรู้ !

1.ยากลุ่มพาราเซตามอล

ยากลุ่มนี้จะช่วยยับยั้งเอนไซม์ที่ทำให้เกิดการหลั่งของสารพรอสตาแกลนดิน (Prostaglandin) ซึ่งเป็นสารที่กระตุ้นให้เกิดการอักเสบและมีอาการปวดหัวในที่สุด โดยยากลุ่มนี้จะช่วยลดการอักเสบและทำให้อาการปวดหัวไมเกรนดีขึ้นได้ แต่ก็มีข้อควรระวังเหมือนกัน นั่นคือ ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์ไม่ควรใช้ยาติดต่อกันเป็นเวลานาน เพราะยามีผลต่อรกซึ่งเป็นอันตรายต่อทารกในครรภ์ได้

2.ยากลุ่มต้านการอักเสบ NSAID

สำหรับผู้ป่วยไมเกรนที่มีอาการไม่รุนแรง นอกจากยาพาราเซตามอลแล้วยังมียากลุ่ม NSAID ที่จะช่วยบรรเทาอาการได้ โดยยากลุ่มนี้ ออกฤทธิ์ยับยั้งเอนไซม์ไซโคลออกซิจิเนส (cyclooxygenase) ทำให้การหลั่งสารพรอสตาแกลนดินลดลง อาการปวดจึงลดลงด้วยเช่นกัน โดยยาที่นิยมใช้ ได้แก่ ไอบูโพรเฟน (Ibuprofen) และ แอสไพริน (Aspirin) ส่วนข้อควรระวัง เมื่อใช้ยากลุ่มนี้ติดต่อกันเป็นเวลานาน จะทำให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ จึงควรทานยาพร้อมหรือหลังอาหารทันที และดื่มน้ำตามมากๆ

3.ยากลุ่มทริปแทน

ยากลุ่มนี้ทำให้หลอดเลือดในสมองเกิดการหดตัว และช่วยยับยั้งการหลั่งสารตั้งต้น ที่ทำให้เส้นประสาทในสมองเกิดการอักเสบ ซึ่งยามีทั้งในรูปแบบยาเม็ด ยาฉีด และยาพ่น ส่วนยาที่นิยมใช้คือ ยาซูมาทริปแทน (sumatriptan) แต่ทั้งนี้ก็อาจมีผลข้างเคียงได้เหมือนกัน โดยอาจจะทำให้เกิดอาการคลื่นไส้ อาเจียน และเป็นเหน็บชาได้ ที่สำคัญไม่ควรใช้กับผู้ที่ป่วยด้วยโรคหัวใจและโรคหลอดเลือดในสมองเด็ดขาด

4.ยากลุ่มเออกอท

ยากลุ่มเออกอทคือยาที่ผสมกัน 2 ตัว ระหว่างยาเออร์โกตามีน Ergotamine และคาเฟอีน (Caffeine) ซึ่งยาจะช่วยลดการขยายตัวของหลอดเลือดในสมอง จึงลดอาการปวดไมเกรนได้ โดยมีทั้งแบบเม็ดและแบบฉีดเช่นกัน สำหรับข้อควรระวัง ยากลุ่มนี้มีผลข้างเคียงนอกจากทำให้คลื่นไส้ อาเจียนแล้ว ยังอาจส่งผลรุนแรง กล่าวคือทำให้เกิดอาการชาตามปลายมือและปลายเท้า จนเนื้อตายถึงขั้นต้องตัดมือตัดเท้าทิ้งได้ จึงไม่ควรทานเกิน 6 เม็ดต่อวัน หรือมากกว่า 10 เม็ดต่อสัปดาห์ รวมทั้งไม่ควรใช้กับผู้ป่วยโรคหัวใจขาดเลือด ผู้ป่วยความดันโลหิตสูง และหญิงตั้งครรภ์

เนื่องจากยารักษาไมเกรนมีผลข้างเคียงที่ค่อนข้างอันตราย ซึ่งอาจส่งผลให้เสียชีวิตได้ ดังนั้นการจะเลือกใช้ยาชนิดไหนควรอยู่ภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะกับเด็ก ผู้ที่มีโรคประจำตัว และสตรีมีครรภ์

Previous

สูตรสมุนไพรเพื่อลดการขาดร่วงของผม

ปวดไมเกรนบ่อยอย่ามองข้าม สัญญาณ 4 โรคร้ายที่อาจเป็นได้ไม่รู้ตัว

Next

Leave a Comment